ถ้าคุณเคยพยายามขยายยอดขาย B2B หรือทำแคมเปญหาลูกค้าเป้าหมาย คุณน่าจะคุ้นกับความรู้สึกนี้ดี: นั่งจ้อง LinkedIn พร้อมกาแฟในมือ แล้วถามตัวเองว่าจะเปลี่ยนโปรไฟล์นับไม่ถ้วนเหล่านี้ให้กลายเป็นลีดที่มีคุณภาพได้อย่างไร โดยไม่ต้องเสียเวลาทั้งสัปดาห์ไปกับการคัดลอกข้อมูลลงสเปรดชีต ผมเองก็เคยผ่านจุดนั้นมาแล้ว และในฐานะคนที่ใช้เวลาหลายปีสร้าง SaaS และเครื่องมืออัตโนมัติ (และใช่ ดื่มกาแฟเยอะมาก) ผมบอกได้เลยว่า LinkedIn คือแพลตฟอร์มสร้างลีด B2B ที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้ แต่จะเวิร์กก็ต่อเมื่อคุณรู้วิธีใช้งานอย่างถูกทาง และรู้ว่าจะทำให้ขั้นตอนน่าเบื่อเป็นอัตโนมัติยังไง
ตัวเลขก็ยืนยันเรื่องนี้ชัดเจน LinkedIn มีส่วนช่วยสร้าง 80% ของลีดจากโซเชียลมีเดียในฝั่ง B2B และนักการตลาด B2B ถึง 89% ใช้ LinkedIn เพื่อหาลีด อัตราแปลงของ Lead Gen Forms บน LinkedIn ยังอยู่ที่ประมาณ 13% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของหน้าแลนดิ้งเพจที่ 4% มาก พูดกันตรง ๆ คือ ทีมขายและทีมปฏิบัติการส่วนใหญ่ยังเจอปัญหาเดิม ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรตตอบกลับต่ำ การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ใช่ และการสเกลการ outreach โดยไม่ติดข้อจำกัดของ LinkedIn หรือหมดไฟเสียก่อน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมรวบรวมคู่มือนี้ขึ้นมา เพื่ออธิบายให้ชัดว่า LinkedIn lead generation คืออะไร ทำอย่างไร และมีกลยุทธ์ใช้งานได้จริง 30 ข้ออะไรบ้าง (พร้อมตัวอย่างแบบทีละขั้น) ที่คุณเอาไปใช้ได้ในปี 2025 ผมยังจะชี้ให้เห็นด้วยว่า automation ควรเข้าไปอยู่ตรงไหนในเวิร์กโฟลว์โดยรวม: การดูแลความสะอาดของ CRM การติดตามแคมเปญ กระบวนการคอนเทนต์ และงานข้อมูลจากแหล่งภายนอก LinkedIn ที่ทำได้อย่างถูกต้อง
LinkedIn Lead Generation คืออะไร?
พูดให้สั้นที่สุด: LinkedIn lead generation คือกระบวนการค้นหา เชื่อมต่อ และค่อย ๆ สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเป้าหมายทางธุรกิจผ่านแพลตฟอร์ม LinkedIn ไม่ใช่แค่ส่งคำขอเชื่อมต่อจำนวนมากแล้วภาวนาให้ได้ผล แต่คือการใช้ฟีเจอร์ค้นหา คอนเทนต์ และเครือข่ายของ LinkedIn เพื่อระบุตัวคนที่ใช่—ทั้งผู้มีอำนาจตัดสินใจ อินฟลูเอนเซอร์ หรือผู้ซื้อ—แล้วค่อยสร้างความสัมพันธ์ที่นำไปสู่ยอดขาย พาร์ทเนอร์ชิป หรือเป้าหมายธุรกิจอื่น ๆ
แล้วมันต่างจากการหาลีดแบบดั้งเดิมยังไง? แทนที่จะโทรหาคนจากลิสต์ที่ซื้อมาแบบไม่รู้ที่มา คุณกำลังเข้าไปอยู่ในเครือข่ายที่คนคุ้นเคยกับการทำธุรกิจอยู่แล้ว LinkedIn เหมาะมากกับงาน B2B เพราะคุณมองเห็นตำแหน่ง บริษัท และความสนใจของอีกฝ่ายได้ก่อนจะทักไปเสียอีก เหมือนมีแว่นเอ็กซเรย์สำหรับงานขาย
ทำไม LinkedIn Lead Generation ถึงสำคัญกับธุรกิจยุคใหม่

- คุณภาพลีดสูงกว่า: ผู้ใช้ LinkedIn คือคนทำงานจริง และหลายคนมีอำนาจตัดสินใจซื้อ คุณจึงไม่ได้ส่งข้อความไปแบบหว่านแหในความว่างเปล่า
- ปิดการขายได้ไวขึ้น: คุณเข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจได้โดยตรง ไม่ต้องวนกับด่านหน้าให้เสียเวลา
- เจาะกลุ่มได้แม่นยำ: มีตัวกรองทั้งอุตสาหกรรม ตำแหน่งงาน ขนาดบริษัท และอื่น ๆ ทำให้สร้างรายชื่อที่ตรงเป้าจริง
- ใช้งานได้หลายแบบ: ไม่ว่าจะหาลูกค้าใหม่ รับสมัครคนเก่ง สร้างพาร์ทเนอร์ หรือทำแคมเปญหาลูกค้าให้เอเจนซี่ LinkedIn ตอบโจทย์ได้หมด
ดูภาพรวม ROI แบบเร็ว ๆ:
| ประโยชน์ | ผลกระทบต่อทีม |
|---|---|
| คุณภาพลีด | สูงกว่า (เมื่อเทียบกับอีเมล/โทรหาสุ่ม) |
| อัตราตอบกลับ | สูงขึ้น 2-3 เท่าเมื่อทำ outreach แบบอุ่นก่อน |
| ความแม่นยำในการเจาะกลุ่ม | ระดับท็อป (มีฟิลเตอร์กว่า 30 แบบใน Sales Navigator) |
| เวลาถึงการนัดหมายแรก | สั้นลง (เข้าถึงผู้ซื้อได้โดยตรง) |
| การเติมข้อมูลให้ครบ | ทำได้ง่าย (โปรไฟล์สาธารณะ ข้อมูลบริษัท) |
| ศักยภาพด้าน Automation | ปานกลาง—ควรใช้เวิร์กโฟลว์ที่แพลตฟอร์มรองรับ |
ถ้าคุณทำงานใน lead generation agency หรือบริหารทีมขาย ตัวเลขพวกนี้ไม่ใช่แค่ดูดี แต่คือสิ่งที่แยกระหว่างการทำยอดถึงโควตากับพลาดเป้า
วิธีหาลีดจาก LinkedIn: สิ่งที่ต้องมี

- ปรับโปรไฟล์ให้พร้อมขาย: ทำให้โปรไฟล์ส่วนตัวและโปรไฟล์บริษัทดูดี น่าเชื่อถือ และสื่อสารกับลูกค้าเป้าหมายโดยตรง
- กำหนดกลุ่มเป้าหมาย: ใช้การค้นหาของ LinkedIn (หรือ Sales Navigator) เพื่อสร้างรายชื่อคนที่ตรงกับลูกค้าในอุดมคติ
- เริ่ม outreach: ส่งคำขอเชื่อมต่อ ข้อความ หรือ InMail แบบเฉพาะบุคคลเพื่อเปิดบทสนทนา
- ดูแลต่อเนื่อง: แชร์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์ ติดตามผลอย่างมีชั้นเชิง และสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่อง
- วัดผล: ติดตามอัตราตอบกลับ จำนวนการนัดหมาย และดีลที่ปิดได้ เพื่อปรับแนวทางให้ดีขึ้น
ทั้งทีมขายและทีมการตลาดมีบทบาทในจุดนี้—ฝ่ายขายเน้นการเข้าหาแบบ 1:1 และการสร้างความสัมพันธ์ ส่วนการตลาดช่วยสร้างลีดแบบ inbound ผ่านคอนเทนต์และแคมเปญ
Organic vs. Paid: คุณสร้างลีดได้ทั้งแบบออร์แกนิก (ผ่านคอนเทนต์ การสร้างเครือข่าย และการ outreach ด้วยตนเอง) หรือผ่านแคมเปญแบบเสียเงิน (LinkedIn Ads, Sponsored Content, Lead Gen Forms) ทีมที่เก่งมักใช้ทั้งสองแบบร่วมกัน
30 กลยุทธ์สร้างลีดบน LinkedIn ที่ดีที่สุดสำหรับปี 2025
พร้อมดูของจริงแล้วหรือยัง? ต่อไปนี้คือ 30 กลยุทธ์ LinkedIn lead generation ที่นำไปใช้ได้ทันที แบ่งตามธีม พร้อมคู่มือทีละขั้นและตัวอย่างจากสถานการณ์จริง
การปรับโปรไฟล์และสร้างความน่าเชื่อถือ

1. ปรับโปรไฟล์ LinkedIn ให้พร้อมสำหรับการหาลีด
ความประทับใจแรกสำคัญเสมอ ก่อนจะทักใครไป ตรวจให้แน่ใจว่าโปรไฟล์ของคุณกำลังช่วยคุณอยู่ ไม่ใช่ฉุดคุณลง ใช้รูปโปรไฟล์ที่ดูมืออาชีพ เขียน headline ที่บอกคุณค่าที่คุณมอบให้ ไม่ใช่แค่ชื่อตำแหน่ง และเขียนส่วน About ให้พูดถึง pain point ของลูกค้าเป้าหมายโดยตรง มองโปรไฟล์ของคุณเหมือนหน้าแลนดิ้งเพจ: เน้นผลลัพธ์ ใส่เคสสตัดี และเพิ่มสื่อหรือใบรับรองที่เกี่ยวข้อง หลายคนตัดสินใจว่าจะแปลข้อความคุณไหมจากคุณภาพของโปรไฟล์เป็นหลัก (รายละเอียดที่นี่)
2. สร้างตัวตนแบบ LinkedIn Influencer (Thought Leadership)
คุณไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตามแสนคนถึงจะเป็น LinkedIn influencer ได้ แค่แชร์คอนเทนต์ที่มีประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ—คู่มือสอนทำ ทิปในอุตสาหกรรม เคสสตัดีสั้น ๆ หรือเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริง แม้โพสต์ที่ให้มุมมองดีเพียงโพสต์เดียวก็อาจเข้าถึง 50,000+ วิว ลองใช้รูปแบบอย่างโพสต์ how-to, การเล่าเรื่อง หรือโพสต์แนว “คอมเมนต์เพื่อรับคอนเทนต์” เช่น “คอมเมนต์คำว่า guide แล้วผมจะส่งเทมเพลตให้” เมื่อเวลาผ่านไป ลีดขาเข้าจะเริ่มไหลเข้ามาหาคุณเอง
กลยุทธ์ด้านคอนเทนต์และการมีส่วนร่วม

3. เปลี่ยนคนที่มีส่วนร่วมกับโพสต์ให้เป็นกลุ่ม outreach แบบอุ่น
ทุกโพสต์ที่มีคนมาคอมเมนต์หรือกดไลก์คือสัญญาณ คนที่แสดงออกแบบนั้นกำลังบอกว่าพวกเขาสนใจหัวข้อนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าควรโยนชื่อพวกเขาเข้าลิสต์ outreach แบบหว่านแห ตรวจ engagement ด้วยตัวเอง ให้ความสำคัญกับคนที่ตรงกับ ICP ของคุณ แล้วส่งข้อความที่มีบริบท เช่น “สวัสดี Jane ผมเห็นคุณคอมเมนต์ในโพสต์เรื่องซัพพลายเชน ประเด็นเรื่อง forecasting น่าสนใจมาก อยากทราบว่าทีมคุณกำลังรับมือเรื่องนี้ในไตรมาสนี้อย่างไรบ้าง”
4. ใช้ LinkedIn Events ให้เป็นประโยชน์ (ทั้งจัดเองหรือเข้าร่วม)
จัด LinkedIn Live Event หรือเข้าร่วมอีเวนต์ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เมื่อคน RSVP พวกเขากำลังยกมือบอกความสนใจ หลังจบงาน ให้ติดตามผู้เข้าร่วมด้วยข้อความแบบเป็นมิตร เช่น “ขอบคุณที่เข้าร่วม LinkedIn Live ในหัวข้อ Topic นะครับ หากมีคำถาม หรืออยากคุยต่อเกี่ยวกับปัญหาที่เกี่ยวข้อง ยินดีเชื่อมต่อครับ!” (วิธีทำ)
5. ติดตามผลกับผู้เข้าร่วมอีเวนต์
หา LinkedIn Events ที่เกี่ยวข้องและใช้บริบทที่เกิดขึ้นจากอีเวนต์นั้น หากใน LinkedIn มีฟีเจอร์ที่เห็นผู้เข้าร่วมและส่งข้อความได้ ให้เข้าหาแบบเลือกเป้าหมาย โดยอ้างถึงงานที่คุณทั้งคู่เข้าร่วม เช่น “สวัสดี John ผมเห็นว่าเราลงทะเบียนงาน XYZ ด้วยกัน อยากรู้ว่าคุณมองงานนี้ยังไงบ้าง” ใช้วิธีนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพื่อดึงข้อมูลแบบหว่านจำนวนมาก
6. “ขโมย” ผู้ติดตามของคู่แข่งอย่างชาญฉลาด
ใช้ฟิลเตอร์ “Company Followers” ใน Sales Navigator เพื่อหาคนที่ติดตามเพจบริษัทของคู่แข่ง บันทึกลีดที่เกี่ยวข้องไว้ใน Sales Navigator หรือเวิร์กโฟลว์ CRM ที่ได้รับอนุญาต แล้วเข้าหาด้วยข้อความเฉพาะทาง เช่น “เห็นว่าคุณติดตาม [Competitor] ถ้าคุณกำลังมองหาตัวเลือกในตลาดนี้ เรามี [จุดเด่นสำคัญ] …” (วิธีทำ)
7. ใช้ประโยชน์จาก LinkedIn Groups และคอมมูนิตี้
เข้าร่วมกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของคุณ มีส่วนร่วมก่อน แล้วค่อยเชื่อมต่อกับสมาชิกที่คุณได้คุยด้วยจริง ๆ ใช้กลุ่มเป็นตัวเปิดบทสนทนา เช่น “สวัสดีครับ เราอยู่ในกลุ่ม HR Innovators เหมือนกัน ยินดีที่ได้เชื่อมต่อกับคนที่มีแนวคิดคล้ายกันครับ” (ทิปส์)
8. มองหาเพื่อนร่วมรุ่นและพื้นฐานที่มีร่วมกัน
ใช้เครื่องมือ “Alumni” บนหน้า LinkedIn ของโรงเรียน หรือค้นหาความเชื่อมโยงร่วมกัน เช่น อดีตที่ทำงาน องค์กรอาสา การพูดถึงจุดเชื่อมโยงเฉพาะเจาะจง เช่น “เห็นว่าเราจบจาก University X เหมือนกัน—Go Wildcats!” ช่วยเพิ่มความไว้วางใจและอัตราตอบกลับได้ (อ่านต่อ)
9. ติดตามหัวข้อ “Who Viewed Your Profile”
เช็กส่วน “Who viewed your profile” เป็นประจำ ถ้ามีคนเข้ามาดูโปรไฟล์คุณ พวกเขาอาจสนใจคุณอยู่ ส่งข้อความแบบเป็นมิตรได้เลย เช่น “สวัสดีครับ เห็นว่าคุณแวะเข้ามาดูโปรไฟล์ผม ขอบคุณที่สนใจนะครับ ถ้ามีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับ [your domain] ที่ผมช่วยแชร์ได้ หรืออยากเชื่อมต่อกัน ก็บอกได้เลยครับ” (วิธีทำ)
การเข้าหาและการส่งข้อความ

10. เขียนคำขอเชื่อมต่อและข้อความแบบเฉพาะบุคคล
เลิกใช้ข้อความขายแบบเดิม ๆ ไปได้เลย ปรับทุกข้อความให้เป็นส่วนตัว—อ้างอิงว่าคุณเจอพวกเขาจากไหน เชื่อมกับปัญหาที่พวกเขาอาจมี เสนอคุณค่า และชวนคุยต่อ เช่น “สวัสดี Jane ผมเห็นว่าคุณกดไลก์โพสต์เรื่องการเพิ่ม open rate ของ B2B email หลายคนที่เป็น marketing director ที่ผมคุยด้วยมักบอกว่าการสเกล personalization เป็นเรื่องท้าทาย ไม่แน่ใจว่าที่ Acme คุณก็เจอปัญหานี้อยู่ไหมครับ” (เทมเพลต)
11. ส่งฟอลโลว์อัปที่เกี่ยวข้องและมีคุณค่า
อย่าแค่ส่งคำว่า “เช็กอินหน่อย” ทุกครั้ง ฟอลโลว์อัปแต่ละครั้งควรเพิ่มคุณค่า เช่น แชร์เคสสตัดี คำรับรองจากลูกค้า หรือข้อสังเกตใหม่เกี่ยวกับบริษัทของเขา เว้นระยะให้เหมาะสม และส่งประมาณ 2-3 ครั้งหลังข้อความแรก (ตัวอย่าง)
12. เลี่ยงขีดจำกัดคำเชิญรายสัปดาห์ของ LinkedIn อย่างชาญฉลาด
โดยทั่วไป LinkedIn จำกัดคำขอเชื่อมต่อไว้ราว 100 ครั้งต่อสัปดาห์ต่อผู้ใช้ วิธีหลีกเลี่ยงคือเชิญผ่านอีเมล (ไม่นับในโควตา), ใช้ Open Profiles และเชื่อมต่อผ่านกลุ่มหรืออีเวนต์ (รายละเอียด)
13. ใช้ LinkedIn InMail แบบมีชั้นเชิง
ใช้เครดิต InMail กับ prospect มูลค่าสูงที่คุณเข้าถึงไม่ได้ด้วยวิธีอื่น ปรับข้อความให้เป็นส่วนตัวทุกครั้ง และใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆ LinkedIn ยังคืนเครดิตให้คุณได้หากผู้รับไม่ตอบภายใน 90 วัน (อ่านต่อ)
14. ส่งข้อความได้แบบ “ไม่จำกัด” ผ่านกลุ่ม อีเวนต์ และ Open Profiles
ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มเดียวกันหรือเข้าร่วมอีเวนต์เดียวกัน คุณมักจะส่งข้อความหากันได้โดยไม่ต้องใช้เครดิต InMail หรือคำขอเชื่อมต่อ อีกทั้ง Open Profiles ก็สามารถถูกส่งข้อความได้โดยใครก็ได้ (วิธีทำ)
15. ติดตามการมีส่วนร่วมด้วย Smart Links
ถ้าคุณใช้ Sales Navigator Team ให้ใช้ Smart Links เพื่อแชร์คอนเทนต์ เมื่อ prospect คลิกลิงก์ คุณจะเห็นว่าใครเข้าดูและดูอะไรบ้าง เหมาะมากสำหรับการฟอลโลว์อัปแบบโฟกัสเฉพาะจุด (รายละเอียด)
16. ใช้ TeamLink และการแนะนำต่อแบบอบอุ่น
ใช้ TeamLink ใน Sales Navigator เพื่อดูว่าเพื่อนร่วมงานของคุณเชื่อมต่อกับเป้าหมายของคุณอยู่หรือไม่ แล้วขอให้ช่วยแนะนำต่อ ลีดที่ได้จากการแนะนำแบบอุ่นมักเดินเกมได้เร็วกว่าและตอบรับดีกว่า (วิธีทำ)
การค้นหาและการเจาะกลุ่มขั้นสูง

17. หา Leads ด้วย Advanced Search และฟิลเตอร์ของ Sales Navigator
Sales Navigator มีฟิลเตอร์มากกว่า 30 แบบ—ระดับอาวุโส ตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม ขนาดบริษัท ภูมิศาสตร์ และอื่น ๆ สร้างลิสต์ที่แม่นยำ บันทึกการค้นหา และรับแจ้งเตือนเมื่อมีคนใหม่ตรงตามเกณฑ์ของคุณ (คู่มือ)
18. ตั้งค่าแจ้งเตือน Sales Navigator สำหรับ Trigger Events
ติดตามลีดที่บันทึกไว้เมื่อมีการเปลี่ยนงาน บริษัทเติบโต หรือมีโพสต์ใหม่ เข้าหาในจังหวะที่ใช่พร้อมบริบทที่เหมาะสม เช่น “ยินดีด้วยกับการเลื่อนตำแหน่งครับ!” (รายละเอียด)
19. เชี่ยวชาญ Boolean Search และ Google X-Ray สำหรับ LinkedIn
ใช้ Boolean search (AND, OR, NOT) บน LinkedIn เพื่อกรองลิสต์ให้แคบลง หรือใช้ Google X-Ray search เช่น site:linkedin.com/in "VP Marketing" "San Francisco" เพื่อหาโปรไฟล์สาธารณะนอกเครือข่ายของคุณ (วิธีทำ)
20. ทำ Account-Based Marketing (ABM) บน LinkedIn
โฟกัสทั้งบริษัท ไม่ใช่แค่บุคคล ใช้ Sales Navigator บันทึกรายชื่อ account ระบุตัวละครสำคัญทุกกลุ่ม และประสานข้อความให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งทีม (คู่มือ)
21. ใช้ CSV Upload เพื่อสร้างลิสต์บัญชีที่เจาะจงมาก
อัปโหลด CSV ของบริษัทเป้าหมายเข้าไปใน Sales Navigator Team เพื่อสร้าง Account List แบบเฉพาะเอง แล้วเริ่ม prospect พนักงานของบริษัทเหล่านั้นได้ทันที—ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาทีละราย (วิธีทำ)
22. ใช้ “People Also Viewed” และคำแนะนำของ LinkedIn ให้คุ้ม
ดูแถบข้าง “People also viewed” บนโปรไฟล์เพื่อหา leads ที่คล้ายกัน ระบบแนะนำของ LinkedIn เองช่วยให้คุณสร้างกลุ่ม prospect ที่หน้าตาคล้ายกันได้เร็วขึ้น (ทิปส์)
23. ใช้ Google Alerts และ Social Listening เพื่อหาโอกาสบน LinkedIn
ตั้ง Google Alerts สำหรับคีย์เวิร์ดในอุตสาหกรรมของคุณ เมื่อมีคนโพสต์ปัญหาที่คุณช่วยแก้ได้ ให้ทักไปพร้อมข้อเสนอความช่วยเหลือ ติดตามแฮชแท็กบน LinkedIn เพื่อจับสัญญาณการซื้อ (วิธีทำ)
การทำ Automation และการสเกล

24. ทำ Prospecting แบบอัตโนมัติอย่างระมัดระวัง (LinkedIn Automation Tools)
เมื่อคุณมั่นใจแล้วว่าข้อความแบบแมนนวลเวิร์ก ค่อยสเกลอย่างรอบคอบด้วยฟีเจอร์เนทีฟของ LinkedIn เวิร์กโฟลว์ CRM ที่ได้รับอนุญาต และการตรวจโดยมนุษย์อย่างชัดเจน หลีกเลี่ยงการอัตโนมัติคำขอเชื่อมต่อ ข้อความ การเข้าไปดูโปรไฟล์ หรือการดึงข้อมูลในลักษณะที่ขัดกับกฎของแพลตฟอร์ม เป้าหมายคือความสม่ำเสมอ ไม่ใช่การเพิ่มปริมาณเพื่อปริมาณอย่างเดียว
ใช้ saved searches, official alerts, งานใน CRM และบล็อกรีวิวเป็นประจำเพื่อให้กระบวนการหาลีดยังสดใหม่อยู่เสมอ สำหรับ job board หรือเว็บไซต์บริษัทนอก LinkedIn ให้ใช้ automation เฉพาะในกรณีที่แหล่งข้อมูลอนุญาตเท่านั้น
25. ตั้งรอบตรวจลีดเป็นประจำ
ใช้ saved searches, official alerts, งานใน CRM และบล็อกรีวิวเป็นประจำเพื่อให้กระบวนการหาลีดยังสดใหม่อยู่เสมอ สำหรับ job board หรือเว็บไซต์บริษัทนอก LinkedIn ให้ใช้ automation เฉพาะในกรณีที่แหล่งข้อมูลอนุญาตเท่านั้น
26. เชื่อมต่อการตอบกลับจากแคมเปญเข้ากับ CRM
ใช้การเชื่อมต่อ CRM แบบ native ของ LinkedIn ตัวเชื่อม Lead Gen Form หรือเครื่องมือ workflow ที่ได้รับอนุญาต เพื่อส่งลีดจากแคมเปญและกิจกรรมของตัวแทนขายเข้า CRM ของคุณ รักษาฟิลด์อย่าง source, consent, campaign และ owner ให้สะอาดเพื่อให้การติดตามผลรวดเร็วและตรวจสอบย้อนหลังได้
27. ใช้เครื่องมือค้นหาอีเมลและเติมข้อมูลให้ครบ
เพื่อสเกล outreach อย่างรับผิดชอบ ให้เติมข้อมูลใน CRM ด้วย contact data ที่มาจากแหล่งที่ได้รับความยินยอม เป็นข้อมูลระดับโดเมน หรือข้อมูลที่ได้รับอนุญาตใช้งาน ผ่านเครื่องมืออย่าง Snov.io, Hunter หรือผู้ให้บริการข้อมูลที่คุณอนุมัติแล้ว ผสานการติดต่อผ่าน LinkedIn และอีเมลเพื่อเพิ่มโอกาสตอบกลับ (วิธีทำ)
แคมเปญแบบเสียเงินและ Lead Gen Forms

28. ยิงโฆษณา Sponsored Message (InMail Ads)
ใช้ Message Ads ของ LinkedIn เพื่อส่งข้อความตรงถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ข้อความจะปรากฏในกล่องข้อความพร้อมปุ่ม call-to-action เจาะกลุ่มตามตำแหน่งงาน อุตสาหกรรม หรือรายชื่อบริษัท และเขียนให้สั้น กระชับ ตรงประเด็น (ตัวอย่าง)
29. ใช้ LinkedIn Lead Gen Form Ads
LinkedIn Lead Gen Forms จะดึงข้อมูลติดต่อจากโปรไฟล์ของผู้ใช้มาเติมอัตโนมัติ ทำให้ส่งข้อมูลได้ง่ายมาก อัตราแปลงเฉลี่ยอยู่ที่ 13% ใช้กับการดาวน์โหลดคอนเทนต์ สมัครเว็บบินาร์ หรือขอนัดเดโม (วิธีทำ)
30. ใช้ Sponsored Content และ Dynamic Ads
โปรโมตโพสต์ในฟีด หรือใช้ Dynamic Ads (ที่ปรับให้เป็นส่วนตัวด้วยชื่อ/รูปของผู้ใช้) เพื่อดึงความสนใจ Sponsored Content เหมาะมากสำหรับสร้างการรับรู้แบรนด์และสร้างลีด โดยเฉพาะเมื่อใช้คู่กับ Lead Gen Forms (รายละเอียด)
เปรียบเทียบโซลูชัน LinkedIn Lead Generation: ทำมือ vs. อัตโนมัติ
มาคุยเรื่องการออกแบบเวิร์กโฟลว์กัน คุณสามารถทำทุกอย่างด้วยมือ ใช้เครื่องมือชำระเงินและ CRM แบบ native ของ LinkedIn หรือเพิ่ม AI เข้ามาช่วยวางแผน ปรับข้อความให้เฉพาะบุคคล และทำความสะอาดข้อมูล
| แนวทาง | ข้อดี | ข้อเสีย | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|
| Prospecting แบบแมนนวล | ควบคุมได้เต็มที่ ปรับให้เฉพาะบุคคลได้สูง | ช้า เสี่ยงพลาด และสเกลยาก | ทีมเล็ก งานเฉพาะทาง |
| เวิร์กโฟลว์เนทีฟของ LinkedIn/CRM | ออกแบบมาสำหรับแพลตฟอร์ม จัดการง่ายกว่า | มีข้อจำกัดตามแพ็กเกจ ต้องเซ็ตอัปแอดมิน และยังต้องมีคนตรวจ | ทีมขาย, RevOps |
| Operation ที่มี AI ช่วย | ช่วยเรื่อง segmentation, ร่างข้อความ, ทำความสะอาด CRM, และรายงานผล | ยังต้องมีมนุษย์ตรวจสอบ ไม่ใช่ตัวแทนของความยินยมหรือกฎแพลตฟอร์ม | ทีมขาย/ops, เอเจนซี่ |
แนวทางที่ยั่งยืนคือวิธีที่ดีที่สุดในแบบน่าเบื่อหน่อย ๆ: ใช้ LinkedIn สำหรับการเจาะกลุ่ม การสร้างความสัมพันธ์ โฆษณา และฟอร์มเก็บลีด ใช้ CRM สำหรับการกำกับดูแล ใช้ AI สำหรับการแบ่งกลุ่ม ร่างข้อความ และ QA และใช้เครื่องมือดึงข้อมูลจากเว็บเฉพาะกับแหล่งข้อมูลที่อนุญาตให้ทำได้เท่านั้น
Thunderbit เหมาะกับตรงไหน: งานวิจัยลีดจากเว็บที่อยู่รอบ ๆ LinkedIn
ถ้าคุณอยู่ในทีมขาย ไม่ว่าจะเป็น SaaS เอเจนซี่ หรือบริการ Thunderbit ก็ยังช่วยงานวิจัยจากแหล่งอื่นที่ทีมของคุณมีสิทธิ์ประมวลผลได้ เช่น เว็บไซต์บริษัท ไดเรกทอรีสาธารณะ หน้าอีเวนต์ที่คุณดูแล ไฟล์ PDF และหน้าพาร์ทเนอร์
-
Use Case 1: ประมวลผลหน้าอีเวนต์ที่คุณเป็นเจ้าของ
ถ้าทีมของคุณจัดเว็บบินาร์หรืออีเวนต์ และมีสิทธิ์เข้าถึงหน้าผู้เข้าร่วมที่อนุญาตได้ Thunderbit ช่วยแปลงหน้าเว็บหรือ PDF export ให้กลายเป็นสเปรดชีตแบบมีโครงสร้างเพื่อใช้ติดตามต่อได้
-
Use Case 2: วิจัยบัญชีเป้าหมายนอก LinkedIn
หลังจากคุณระบุ target account แล้ว Thunderbit สามารถเก็บบริบทสาธารณะจากเว็บไซต์บริษัท เช่น ที่ตั้งสำนักงาน หน้าโปรดักต์ หน้าพาร์ทเนอร์ หน้าเปิดรับสมัครงาน หรือไดเรกทอรีที่อนุญาตให้ดึงข้อมูลได้
-
Use Case 3: ติดตามสัญญาณตลาดที่อนุญาต
Account executive สามารถเฝ้าดูหน้าสรรหางาน ข่าวสาธารณะ หรือไดเรกทอรีอุตสาหกรรมที่อนุญาตให้เก็บข้อมูลซ้ำได้ ช่วยให้ research ของแต่ละบัญชีทันสมัยโดยไม่ไปแตะพื้นที่ที่แพลตฟอร์มจำกัด
-
Use Case 4: ปรับแต่งข้อความด้วยบริบทบริษัท
BDR สามารถใช้ข้อมูลจากเว็บไซต์บริษัท โพสต์สินค้า เคสสตัดี หรือประวัติสาธารณะ เพื่อเขียน outreach ให้เฉพาะเจาะจงขึ้น หลังจากลีดเข้ามาอยู่ใน CRM ผ่านเส้นทางที่ได้รับอนุญาตแล้ว
-
Use Case 5: ลดเวลาในการส่งต่อลีดจากแหล่งที่คุณเป็นเจ้าของ
สำหรับทีม SDR ที่ทำงานกับอีเวนต์ขาเข้า การดาวน์โหลดคอนเทนต์แบบมีเงื่อนไข หรือรายชื่อพาร์ทเนอร์ที่ทีมควบคุม Thunderbit ช่วยจัดโครงสร้างข้อมูลได้อย่างรวดเร็วก่อนนำเข้า CRM
Thunderbit เหมาะมากเมื่อแหล่งข้อมูลอนุญาตให้ใช้งาน และผลลัพธ์ที่ต้องการคือสเปรดชีตสะอาด ๆ หรือเทเบิลที่พร้อมเข้า CRM ได้ทันที ช่วยให้พนักงานขายโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญจริง ๆ คือบทสนทนา ความเกี่ยวข้อง และการติดตามผล
Thunderbit ช่วยเวิร์กโฟลว์วิจัยลีดที่อยู่รอบ ๆ ได้อย่างไร

- Scheduled Scraper: ทำการดึงข้อมูลซ้ำจากเว็บไซต์บริษัทสาธารณะที่อนุญาต ไดเรกทอรีสาธารณะ หน้าอีเวนต์ที่คุณดูแล และแหล่งข้อมูลที่อนุมัติอื่น ๆ แบบอัตโนมัติ เพียงพิมพ์ตารางเวลาเป็นภาษาธรรมดา เช่น “ทุกวันจันทร์เวลา 9 โมงเช้า” แล้ว Thunderbit จะจัดการต่อให้
- AI-Powered Field Recognition: คลิก “AI Suggest Fields” แล้ว Thunderbit จะอ่านหน้าเว็บและแนะนำคอลัมน์ เช่น Name, Title, Company และอื่น ๆ โดยไม่ต้องไปยุ่งกับตัวเลือก CSS
- Subpage & Pagination Scraping: Thunderbit สามารถเข้าไปในแต่ละหน้ารายการที่อนุญาต ดึงรายละเอียดเพิ่มเติม และจัดการหน้าที่แบ่งหลายเพจหรือเลื่อนแบบไม่มีที่สิ้นสุดได้
- Multi-Language Support: เหมาะสำหรับทีมระดับโลกที่ทำงานกับเว็บไซต์และไดเรกทอรีหลายภาษา
- Easy Export: ส่งข้อมูลตรงไปยัง Excel, Google Sheets, Airtable หรือ Notion ได้เลย ไม่ต้องปวดหัวกับการ copy-paste อีกต่อไป
- Free Data Export: การส่งออกข้อมูลฟรีเสมอ คุณจึงแชร์ลีดกับทีมได้ทันที
- AI Autofill: ใช้ AI เติมฟอร์มหรือทำเวิร์กโฟลว์ให้เสร็จได้ เหมาะตั้งแต่นำเข้า CRM ไปจนถึงการลงทะเบียนออนไลน์
อยากเห็นการทำงานจริงไหม? ดาวน์โหลด Thunderbit Chrome Extension แล้วลองใช้กับไดเรกทอรีบริษัทที่อนุญาต หน้าอีเวนต์ที่คุณดูแล หรือแหล่งข้อมูลเว็บสาธารณะที่ใช้ได้
ลองใช้ Thunderbit สำหรับงานวิจัยลีดจากเว็บที่อนุญาต
แนวปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับแคมเปญสร้างลีดในปี 2025

- บาลานซ์ automation กับความเป็นส่วนตัว: ใช้เครื่องมือเพื่อสเกล แต่ต้องเติมความเป็นมนุษย์ลงไปในข้อความเสมอ แบ่งกลุ่มลีดและปรับ outreach ให้เหมาะ
- คงความเป็นมนุษย์และมอบคุณค่า: เปิดบทสนทนาด้วย insight ทิป หรือคำชมที่จริงใจ สอน ไม่ใช่แค่ขาย
- ติดตามการเปลี่ยนแปลงนโยบายของ LinkedIn: ทำให้ทุกอย่างสอดคล้องกับกฎที่เปลี่ยนไปของ LinkedIn อย่าเสี่ยงบัญชีของคุณกับ automation ที่ก้าวร้าวเกินไป
- วัดและปรับปรุง: ติดตามเมตริกสำคัญ เช่น อัตรารับเชื่อมต่อ อัตราตอบกลับ และจำนวนการนัดหมาย แล้วปรับจากสิ่งที่ได้ผล
- รักษาข้อมูลให้สดใหม่: ใช้การ export แบบ native ของแพลตฟอร์มและการซิงก์กับ CRM เพื่อให้รายชื่อลีดเป็นปัจจุบัน สำหรับแหล่งภายนอก LinkedIn ที่อนุญาต การดึงข้อมูลตามรอบเวลาก็ช่วยได้เช่นกัน และควรลบรายชื่อที่ล้าสมัยออกเป็นประจำ
- เชื่อมกับการตลาด: ประสานงานกับทีมการตลาดสำหรับรีทาร์เก็ตติ้งโฆษณาหรือการ nurture ด้วยคอนเทนต์
- เคารพขอบเขต: สุภาพ ไม่สแปม และปรับวิธีสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาคหรือวัฒนธรรม
- เรียนรู้อยู่เสมอ: LinkedIn เปลี่ยนตลอดเวลา ลองฟีเจอร์ใหม่ ๆ และก้าวให้ทัน
ดูแนวทางเพิ่มเติมได้ที่ คู่มือเทคนิคการสร้างลีดของ Thunderbit
สรุป: ปลดล็อกความสำเร็จของ LinkedIn Lead Generation
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการดึงข้อมูลเว็บด้วย Thunderbit Get Started Free
LinkedIn เป็นแพลตฟอร์มสร้างลีด B2B ที่หลายคนเลือกใช้ด้วยเหตุผลชัดเจน หากมีกลยุทธ์และเครื่องมือที่เหมาะสม คุณสามารถเปลี่ยนมันให้เป็นแหล่งลีดคุณภาพสูงที่สม่ำเสมอและขยายได้ โดยไม่ต้องเผาทีมตัวเองหรือจมอยู่กับสเปรดชีต เราได้ครอบคลุม 30 กลยุทธ์ที่นำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การปรับโปรไฟล์และเทคนิคการค้นหาขั้นสูง ไปจนถึง automation และแคมเปญแบบเสียเงิน เคล็ดลับสำคัญคือการผสมผสานระหว่างกลยุทธ์ที่ฉลาด การลงมือทำอย่างสม่ำเสมอ เวิร์กโฟลว์ native ของแพลตฟอร์ม การดูแล CRM ให้สะอาด และการใช้ดุลยพินิจของคนจริงในการตัดสินว่าใครคุ้มค่าที่จะติดต่อไป
เริ่มจากเลือกไม่กี่กลยุทธ์ก่อน วัดผล แล้วค่อยปรับต่อไป และอย่าลืมรักษาความเป็นมนุษย์ไว้เป็นหัวใจ—เทคโนโลยีควรช่วยเสริมการ outreach ของคุณ ไม่ใช่มาแทนที่ ในปี 2025 ทีมที่ผสมความเร็วแบบไฮเทคเข้ากับความจริงใจแบบไฮทัชได้ลงตัว จะเป็นผู้ชนะในเกมสร้างลีด
พร้อมเริ่มแล้วหรือยัง? ปรับโปรไฟล์ของคุณ สร้างกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ใช้เครื่องมือ native ของ LinkedIn อย่างมีความรับผิดชอบ และรักษา CRM ให้สะอาด สำหรับงานวิจัยจากเว็บสาธารณะที่อยู่รอบ ๆ ให้ใช้เครื่องมือดึงข้อมูลเฉพาะกับแหล่งที่คุณได้รับอนุญาตเท่านั้น
ขอให้โชคดี และขอให้สนุกกับการ prospect บน LinkedIn
สำหรับเคล็ดลับและบทเจาะลึกเพิ่มเติม ดูได้ที่ Thunderbit Blog รวมถึงคู่มือเรื่อง data scraping, list crawling และ การดึงข้อมูลเว็บไซต์ลง Excel
ลองใช้ Thunderbit สำหรับงานวิจัยลีดจากเว็บที่อนุญาต Get Started Free
คำถามที่พบบ่อย
1. ทำไม LinkedIn ถึงเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังมากสำหรับการสร้างลีด B2B?
LinkedIn โดดเด่นสำหรับการสร้างลีด B2B เพราะเปิดทางให้เข้าถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง มีผู้ใช้งานที่เป็นมืออาชีพคุณภาพสูง และมีฟีเจอร์กำหนดเป้าหมายขั้นสูง ด้วยสัดส่วนกว่า 80% ของลีดจากโซเชียลมีเดียฝั่ง B2B ที่มาจาก LinkedIn ทำให้แพลตฟอร์มนี้มีบทบาทพิเศษในการทำให้รอบการขายสั้นลงและเพิ่มอัตราแปลง
2. ขั้นตอนสำคัญของแคมเปญ LinkedIn lead generation ที่ประสบความสำเร็จมีอะไรบ้าง?
ขั้นตอนหลักได้แก่ การปรับโปรไฟล์ LinkedIn ให้พร้อมใช้งาน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายด้วยฟิลเตอร์หรือ Sales Navigator การส่งข้อความ outreach แบบเฉพาะบุคคล การดูแลความสัมพันธ์ด้วยคอนเทนต์และการติดตามผล และการวัดประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงวิธีการ
3. จะสเกล LinkedIn lead generation โดยไม่เพิ่มความเสี่ยงให้บัญชีได้อย่างไร?
ใช้ฟีเจอร์ native ของ LinkedIn การเชื่อมต่อกับ CRM ที่ได้รับอนุญาต Lead Gen Forms เวิร์กโฟลว์คอนเทนต์ และ outreach ที่มีคนตรวจสอบ หลีกเลี่ยงการ scrape หรือ automation จากเครื่องมือภายนอกที่ส่ง action เข้าไป ดูโปรไฟล์ หรือเก็บข้อมูลในรูปแบบที่แพลตฟอร์มไม่อนุญาต
4. ความต่างระหว่างการสร้างลีดแบบออร์แกนิกกับแบบเสียเงินบน LinkedIn คืออะไร?
แบบออร์แกนิกพึ่งพาคอนเทนต์ การสร้างเครือข่าย และ outreach ด้วยตนเอง ส่วนแบบเสียเงินใช้ LinkedIn Ads, Sponsored Content และ Lead Gen Forms ทั้งสองแบบมีข้อดีต่างกัน และหลายทีมที่ประสบความสำเร็จมักใช้แนวทางผสมเพื่อเพิ่มทั้งการเข้าถึงและประสิทธิภาพ
5. เครื่องมือดึงข้อมูลเว็บควรเข้ามาอยู่ตรงไหนในเวิร์กโฟลว์การขายนี้?
ใช้เครื่องมือดึงข้อมูลเว็บกับแหล่งวิจัยรอบข้างที่อนุญาต เช่น เว็บไซต์บริษัท ไดเรกทอรี หน้าอีเวนต์ที่คุณดูแล PDF และแหล่งข้อมูลอื่น ๆ ที่ทีมของคุณมีสิทธิ์ประมวลผลได้ เก็บงานเจาะกลุ่ม การส่งข้อความ โฆษณา และเวิร์กโฟลว์ฟอร์มลีดไว้ในเครื่องมือที่ได้รับอนุมัติเท่านั้น


